ดนตรีร็อกแอนด์โรล

ร็อกแอนด์โรล 

ดนตรีร็อกแอนด์โรล 

พัฒนาการทางดนตรีแขนงใดแขนงหนึ่งอาจไม่ได้เกิดขึ้น เนื่องจากปัจจัยทางด้าน

การตอบสนองทางจิตใจ เพียงอย่างเดียวเสมอไป บางครั้งความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ซึ่งส่งผลต่อทัศนคติ ความเชื่อ รวมทั้งความเป็นอยู่ของผู้คน ก็เข้ามามีส่วนและอาจถึงขั้นที่เรียกได้ว่า

เข้ามามีบทบาทสำคัญ ต่อการทำให้เกิดพัฒนาการทางดนตรี จนเกิดเป็นสไตล์ดนตรีสาขาใหม่ ๆ ทั้งยังอาจทำให้

เกิดเป็นกระแส หรือ ความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ ซึ่งส่งผลต่อชนทุกชั้นในระดับโลกได้อีกด้ว

ย้อนหลังกลับไปในทศวรรษที่ 50 ที่สหรัฐอเมริกา สภาพบ้านเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลง จากสภาวะที่วุ่นวายเข้าสู่

ภาวะปกติ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้สภาพสังคม และเศรษฐกิจก่อนหน้าและหลังสงคราม แตกต่างกัน

อย่าง สิ้นเชิง ก่อนหน้าสงครามจะสงบ ผู้คนจะจริงจังกับชีวิตมาก วัยรุ่นขณะนั้นไม่มีอิสระ ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ และเรียนไม่สูงนัก ผู้ใหญ่จะเป็นผู้ที่รับผิดชอบทุกอย่าง ทำงาน เลี้ยงดูครอบครัว และรับใช้ ชาติ เศรษฐกิจ ซบเซา

และฝืดเคือง ส่วนภายหลังสงครามนั้นจะตรงกันข้ามกัน เนื่องจาเศรษฐกิจที่ดี ทำให้ วัยรุ่น ไม่ต้อง รับผิดชอบมากนัก มีหน้าที่คือเรียนให้สูงที่สุด จึงทำให้วัยรุ่นมีอิสระในการใช้ชีวิต สนุกสนาน ไปวัน สิ่งที่เกิดขึ้น ตามมาก็คือความเหลื่อมล้ำกันทางความคิดของคน ที่เกิดต่างยุคต่างสมัยกัน หรือที่เรียกว่า ‘ช่องว่างระหว่างวัย’ (generation gap)

คนที่เกิดและอยู่ทันในช่วงยุคสงครามก็คือ คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ของคนที่เกิดมา ในช่วงที่สงครามสิ้นสุดลงแล้ว ที่ถูก

เรียกว่า ‘Baby Boom Generation’ (หมายถึงคนที่เติบโตในสหรัฐอเมริกาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเฉพาะ

วัยรุ่นและเติบโตมากับดนตรีแบบ R & B) สภาพเช่นนี้ทำให้คนสองรุ่นสองวัยมีความแตกต่างกันมาก จนไม่สามารถจะเข้าใจ หรือแบ่งปันความรู้สึก ซึ่งกันและกันได้ ทั้งยังมีทัศนคติ และวิธีการมองโลกที่ต่างกัน ผู้ที่อ่อน วัยกว่าไม่

สามารถรับรู้ หรือเข้าใจถึงความรู้สึกหดหู่ และเศร้าโศก หรือความโหดร้ายของสงคราม ที่ผู้ที่สูงวัยกว่าเคยผ่านมา

ได้ และในขณะเดียวกัน ผู้ที่สูงวัยกว่าแม้ว่าจะผ่านประสบการณ์มามากกว่า แต่ก็ เป็นประสบการณ์เฉพาะที่ไม่

สามารถจะนำมาใช้ถ่ายทอด เพื่อเป็นบทเรียนในการดำเนินชีวิต สำหรับวัยรุ่น ในปัจจุบันได้ ทางออกทางหนึ่ง

สำหรับวัยรุ่นพวกนี้ เพื่อแสดงออกถึงความต้องการที่จะต่อต้าน ‘ผู้มีอำนาจ’ (Authority) แต่ขาดความ เข้าใจ ก็คือ

การทำตัวเป็น ‘ขบถ’ หรือ ทำตัวให้ ‘แหวก’ จากจากขนบธรรมเนียมเดิม ของผู้ใหญ่เหล่านั้น ให้มาก ที่สุด

Rock ‘n’ Roll จึงถือกำเนิดขึ้น เพื่อเหตุผลดังกล่าว

ถือเป็นการปฏิวัติของวัยรุ่นในขณะนั้น โดยใช้ดนตรีเป็นอาวุธ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นได้     

ถ้าดูจากส่วนผสมทางด้านดนตรี Rock ‘n’ Roll เป็นดนตรีที่ผสมผสาน กันระหว่างความเป็นอเมริกันกับแอฟริกัน

คือ ดนตรีแบบพื้นบ้านอย่าง folk หรือ country ของชาวตะวันตกผิวขาว กับ ดนตรีแบบ blues และ R & B

(เป็นดนตรีที่พัฒนามาจาก blues) ของชนผิวสี คำถามที่ตามมาก็คือ ทำไมเด็กวัยรุ่น ผิวขาวของอเมริกา ในขณะนั้น จึงให้ความสนใจดนตรี และการแสดงออกของคนต่างสีผิว? ช่วงก่อนหน้าสงครามดนตรี ที่คนรุ่นก่อน ฟังกันเป็นดนตรีของ ‘คนขาว’ ดังนั้น เพื่อต่อต้านรากเหง้าของตนเอง โดยเลือกที่จะให้ ความสนใจกับสิ่ง ที่แตก ต่างกันโดยสิ้นเชิง

แต่มันก็ไม่ใช่เหตุผลเพียงประการเดียว ที่ทำให้วัยรุ่นเลือกรับเอาดนตรีของคนผิวดำเข้ามา ความคล้ายกันทางอารมณ์ของดนตรีแบบ blues กับพวก Baby Boom ก็เป็นอีกคำตอบหนึ่ง ดนตรีในแนว blues ที่มีการร้องที่แสดงออกถึงความเศร้า สูญเสีย และความเจ็บปวดของมนุษย์ กลับตรงกันกับ อารมณ์เศร้า ของ คนใน generation นี้ ทำให้

พวกเขาสามารถเข้าใจดนตรีของคนผิวดำ ได้ และพร้อมที่จะรับเข้ามาเป็นส่วน หนึ่ง ในชีวิตของพวกเขา

นอกจากนี้ ผลที่ออกมาจากการผสมผสาน เอาดนตรีของคนผิวขาวกับผิวดำเข้าด้วยกัน ทำให้เกิดเป็น ดนตร แนวใหม่ ที่มีจังหวะที่รุนแรงกว่าเดิม ทั้งเสียงกีตาร์ที่ดัง กลองที่รัวและเร็ว จังหวะที่มีอัตราเร่งมากขึ้น ซึ่งตอบ รับ ความต้องการปลดปล่อยความรู้สึก เก็บกดในจิตใจ และแสวงหาความตื่นเต้นของวัยรุ่นได้ดีกว่า ดนตรี แบบเดิม ที่มีอยู่ในขณะนั้น ยกตัวอย่างเช่นการร้องของ Elvis Presley บุคคลที่ถือว่าเป็นที่จดจำได้มากที่สุด ใน ฐานะที่ เป็น ตัวแทนของดนตรี rock ‘n’ roll ในยุคแรกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แลในฐาน ะที่เป็นศูนย์กลาง ของขบถ วัยรุ่น และ ‘sex symbol’ ในหมู่ผู้หญิง

ที่มีเสียงร้องแบบคนผิวดำและอารมณ์การร้องแบบ blues ในคราบของ นักร้องผิว ทำให้ผู้ใหญ่ในขณะนั้นมองว่าเป็นการร้องที่มีลักษณะค่อนข้างยั่วยุ หรือการเล่นดนตรีในแบบของ Little Richard ที่ถือว่าเป็น rock ‘n’ roll ที่รุนแรงที่สุดในขณะนั้นวงหนึ่ง ที่มาพร้อมกับดนตรี ที่ทั้งดังกึกก้อง รวดเร็ว รุนแรง และแสดงออกถึงความเกรี้ยวกราด

วัฒนธรรมดนตรีแบบ Rock ‘n’ Roll ก็มาพร้อมกันกับวัฒนธรรมวัยุร่น ที่มีภาษาและการพูดจา ที่โจ่งแจ้ง แสดงอารมณ์อย่างชัดเจน การแต่งกายและทรงผมแปลก ๆ การเต้นรำอย่างบ้าคลั่ง ฯลฯ ที่ถือว่าเป็น การแสดง ถึงตัวตน

(Identity) ของตนเองออกมา ภาษากายต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นแนวทางที่ขัดกับ สิ่งที่ผู้ใหญ ่ในสมัยนั้น เห็นว่าดีงาม

และถูกต้องทั้งสิ้น แม้ Rock ‘n’ Roll ซึ่งถูกประฌามว่าเป็นดนตรีของปีศาจ เนื่องจากความใหม ่และ แหวกแนวอย่างมาก แต่ในขณะเดียวกัน ดนตรีประเภทนี้กลับเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง ในหมู่วัยรุ่นหนุ่มสาว เพราะ

Rock ‘n’ Roll เป็นการรวมกันของอิสรภาพ ภาพของการแหกกฎ และการม ีอำนาจ ในการ ควบคุม ซึ่งเป็นสิ่งที่วัยรุ่นต้องการ วัฒนธรรมของนักดนตรี Rock ‘n’ Roll จึงมีอิทธิพล ต่อวัฒนธรรม ของ วัยรุ่น ทั้งแฟชั่นการแต่งกาย ภาษา ทัศนคติ หรือแม้แต่มุมมองทางการเมือง การได้รับการยอมรับ อย่างกว้างขวาง ในหมู่วัยรุ่นทั่วโลกทำให้ยอดขาย

ผลงานในของดนตรีแนวนี้ พุ่งขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ ทำให้ดนตร ีที่อาจ เรียก ได้ว่าเป็น underground ในขณะนั้น พัฒนากลายมาเป็นดนตรีสมัยนิยม (Popular Music) และกลาย เป็น ศูนย์กลางอุตสาหกรรมระดับโลก ที่มีมูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ

อาจกล่าวได้ว่าอเมริกาเป็นแหล่งกำเนิดวง Rock ‘n’ Roll เพียงแห่งเดียวเท่านั้น ในช่วงทศวรรษที่ 50 เพราะขณะ

ที่ศิลปินrock ‘n’ roll ในระดับที่เป็นตำนาน ทยอยกันสร้างชื่อ และผลงานของตนเองไว้ที่อเมริกัน ไม่ว่าจะเป็น

Bill Haley แห่ง The Comets ที่มีเพลงฮิตที่รู้จักกันทั่วโลกคือ Rock around the clock (1954), Chuck Berry ผลงานที่โด่งดัง คือเพลง Meybelline (1955), Little Richard เพลง Long tall Sally หรือ Rip it up (1956)

ที่มียอดขายเกินหลักล้าน, Jerry Lee Lewis กับเพลงที่ได้รางวัลแผ่นเสียงทองคำ Whole latta shakin’ goin’ on (1957), Elvis Presley ที่มีเพลงฮิตติดอันดับนับไม่ถ้วนตั้งแต่ 1956 ถึง 1958 เช่น Love me tender (1956) Loving you (1957) Jailhouse rock (1957) และ King carole (1958) หรือ Buddy Holly ผลงานที่ฮิตที่สุด Peggy Sue (1957) อังกฤษซึ่งอยู่อีกฝากหนึ่งของโลก แทบจะไม่มีแม้สถานีวิทยุที่เปิดเพลง rock มีเพียงบาง โปรแกรมของ BBC เท่านั้นที่ออกอากาศ ซึ่งก็ถูกควบคุมโดยรัฐบาลและซิงเกิ้ลเพียงไม่กี่แผ่นเท่านั้น ที่ถูกส่งมายังฝั่งอังกฤษ

แต่ในที่สุดยุคเสื่อมของ rock ‘n’ roll ในอเมริกาก็มาถึง ภายหลังจากที่เริ่มต้นได้ไม่นานนัก ในตอนปลาย ทศวรรษ 50

 นี่เอง เมื่อ Chuck Berry ถูกจับ Little Richard เลิกเล่นดนตรี และเปลี่ยนอาชีพไป เป็นนักบวช แทน ราชาแห่ง

วงการอย่าง Elvis Presley ต้องถูกเกณฑ์ไปประจำการ ในสถานีรบที่เยอรมัน และ Buddy Holly เสียชีวิตลงอย่าง

กะทันหันเนื่องจากเครื่องบินตก ในช่วงนี้ Rock ‘n’ Roll ในอเมริกาก็หยุดชะงักลง และเงียบ หายไปในที่สุด แต่

ไม่ได้หมายความว่า นี่เป็นจุดจบของ Rock ‘n’ Roll เนื่องจากอีกไม่กี่ปีต่อจากนี้ เมื่อขึ้นทศวรรษใหม่ Rock ‘n’ Roll ได้เกิดขึ้นใหม่อีกครั้ง ณ สถานที่แห่งใหม่และยังเป็นการกลับมาที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมด้วย

ดนตรีร็อกแอนด์โรล